กลุ่มโรคสำคัญ > กลุ่มโรคพัฒนาการระบบประสาท (แบ่งตาม DSM-5)

ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา: Intellectual Disability (ID)

- ไอคิวต่ำกว่า 70
- วุฒิภาวะทางสังคม/ทักษะการปรับตนบกพร่องมากกว่า 2 ด้าน
- อายุสมองประมาณเด็กชั้นประถม
- พบได้ร้อยละ 1-3 ของประชากร



       ภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเป็นหนึ่งในภาวะความผิดปกติที่จัดอยู่ในกลุ่มโรคพัฒนาการระบบประสาท (Neurodevelopmental Disorders) ที่ระบุอยู่ในตำราเกี่ยวกับโรคทางจิตเวชมาอย่างยาวนาน บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาจะมีข้อจำกัดในการใช้ความคิด (เช่น การตัดสินใจ การเรียนรู้ การตัดสินใจ) ควบคู่ไปกับปัญหาในด้านทักษะการปรับตัวจึงไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เต็มที่เท่าคนทั่วไป

 

 

          ภาวะบกพร่องทางสติปัญญาอาจมีสาเหตุได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน (Daily, Ardinger, & Holmes, 2000)ทั้งทางชีวภาพในระหว่างที่เด็กอยู่ในครรภ์ไปจนถึงสภาพแวดล้อมภายหลังจากที่เด็กเกิดแล้ว (The Arc of the United States, 2011)

          ความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ทำให้การสร้างระบบประสาทและสมองของทารกมีปัญหาตั้งแต่ต้น ซึ่งเกิดได้หลายรูปแบบ เช่น ความผิดปกติของการเมตาบอลิก phenylketonuria (PKU) ความผิดปกติของโครโมโซมที่พบว่าเป็นสาเหตุมากสุดคือกลุ่มอาการดาวน์ (Down syndrome)  และกลุ่มอาการโครโมโซมเอกซ์เปราะ (Fragile X syndrome) (Lee, Cascella, & Marwaha, 2019)

·       ความผิดปกติทางต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม เช่น ภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน

·       ความผิดปกติของระบบประสาท เช่น microcephaly, neural tube defect กลุ่มโรค neuro-cutaneous syndrome เป็นต้น

·       การได้รับสารที่ก่อให้เกิดความพิการต่อทารกในครรภ์ (teratogen) เช่น เหล้า บุหรี่ รังสี ยา ได้รับสารพิษที่มีผลต่อสมอง เช่น ตะกั่ว ภาวะบิลลิรูบินสูง  รวมไปถึงยา

·       การติดเชื้อ เช่นการติดเชื้อหัดเยอรมัน เอดส์ ซิฟิลิส หรือเชื้ออื่น ๆ ของมารดาในขณะตั้งครรภ์ การติดเชื้อที่สมอง เช่น สมองอักเสบหรือเยื่อหุ้ม สมองอักเสบ

·       การขาดสารอาหารในช่วงแรกเริ่มของชีวิต เช่น ภาวะขาดไอโอดีน

·       การเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ การบาดเจ็บที่สมองอย่างรุนแรง มีเลือดออกภายในกะโหลกศีรษะ

·       การขาดออกซิเจน เช่น ภาวะขาดอากาศในระยะคลอด (Birth asphyxia) ภาวะขาดออกซิเจนอาจจากการจมน้ำหรือชัก

·       สภาพแวดล้อมการเลี้ยงดูที่ขาดความใส่ใจ อาจทำให้เด็กพบกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น สารเสพติด การถูกทำร้ายจากความรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องให้เกิดภาวะสติปัญญาบกพร่องได้ (Lee et al., 2019)

          แม้ว่ามีเพียงประมาณร้อยละ 30-50 ของภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเท่านั้นที่ทราบสาเหตุ  แต่สาเหตุที่สามารถป้องกันให้ไม่เกิดได้ง่ายสุดคือ fetal alcohol syndrome (Lee et al., 2019)

 



การวินิจฉัยโรคสติปัญญาบกพร่องมีรายละเอียดเกณฑ์การวินิจฉัยสองเกณฑ์หลักคือ

1) บัญชีจำแนกทางสถิติระหว่างประเทศของโรคและปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ฉบับทบทวนครั้งที่ 10 (The ICD-10 classification of mental and behavioural disorders : clinical descriptions and diagnostic guidelines: ICD-10) (World Health Organization, 1992)

          เป็นเกณฑ์วินิจฉัยที่นิยมใช้ในประเทศไทยตามระบบโรงพยาบาลโดยแพทย์ ซึ่งเกณฑ์การวินิจฉัย คือ

          - บุคคลต้องมีความจำกัดอย่างชัดเจนในการปฏิบัติตนได้แก่ ความสามารถทางสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ

          - แสดงอาการก่อนอายุ 18 ปี

          - บุคคลต้องมีความจำกัดของทักษะการปรับตัวอย่างน้อย 2 ทักษะจาก 10 ทักษะ คือ การสื่อความหมาย การดูแลคนเอง การดำรงชีวิตในบ้าน ทักษะสังคม การู้จักแหล่งทรัพยากรในชุมชน การรู้จักควบคุมตนเอง การนำความรู้มาใช้ในชีวิตประจำวัน การดูแลสุขอนามัยความปลอดภัยส่วนตน การใช้เวลาว่างและการทำงาน 

2) เกณฑ์การวินิจฉัยโรคตามคู่มือการวินิจฉัยโรคทางจิตเวช ฉบับที่ 5 (Diagnostic and statistical manual of mental disorders : DSM-5 (5th ed.) (American Psychiatric Association, 2013)

          จะวินิจฉัยว่าบุคคลมีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเมื่อมีลักษณะตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้

          - ความสามารถทางปัญญาหรือเชาวน์ปัญญาบกพร่อง เช่น มีปัญหาในการใช้เหตุผล การแก้ปัญหา การางแผน การคิดเชิงนามธรรม การตัดสินใจ การเรียนรู้ทางวิชาการ และการเรียนรู้จากประสบการณ์ ซึ่งยืนยันโดยการประเมินอาการทางคลินิกและการทดสอบเชาว์ปัญญา

          - ทักษะการปรับตนบกพร่อง ไม่สามารถทำได้ตามเกณฑ์อายุ และตามเกณฑ์มาตรฐานของสังคมและวัฒนธรรม ส่งผลให้เกิดปัญหาและมีข้อจำกัดในการดำรงชีวิตประจำวันด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้าน

          ร่วมกัน เช่นการสื่อสาร การเข้าสังคมและการใช้ชีวิตอิสระ ปัญหาการปรับตัวเกิดขึ้นทั้งที่บ้าน โรงเรียน

          ที่ทำงานและชุมชน

          - ความบกพร่องในข้อ 1 และข้อ 2 เกิดขึ้นในระยะพัฒนาการตั้งแต่ช่วงวัยเด็กหรือวัยรุ่น (ไม่เกิน 18 ปี)

           ซึ่งตามเกณฑ์การวินิจฉัยของ ICD-10 ใช้คำว่า “ปัญญาอ่อน” หรือ “Mental Retardation” แต่เนื่องจากคำนี้ถูกนำไปใช้ในทางลบค่อนข้างมาก นำมาซึ่งความรู้เชิงในเชิงลบและการปฏิเสธในภาคสังคม ปัจจุบันจึงเลือกใช้คำว่า “ความบกพร่องทางสติปัญญา” หรือ “โรคบกพร่องทางสติปัญญา ซึ่งตรงกับคำในการวินิจฉัยของ DSM-5 คือว่า “Intellectual Disability” หรือ “Intellectual Developmental Disorder”  อย่างไรก็ตามการวินิจฉัยในระบบสถาบันราชานุกูลแม้จะใช้คำว่า “ความบกพร่องทางสติปัญญา” หรือ “โรคบกพร่องทางสติปัญญา ซึ่งตรงกับคำในเกณฑ์การวินิจฉัยของ DSM-5 แต่เกณฑ์การวินิจฉัยโรคดังกล่าวเป็นไปตามเกณฑ์การวินิจฉัยของ ICD-10

          ทั้งนี้ในแต่ละบุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาก็มีความรุนแรงของอาการแตกต่างกัน ซึ่งแต่ก่อนมักพิจารณาจากระดับเชาว์ปัญญา (คะแนน IQ ต่ำกว่า 70 ) ที่มีเกณฑ์ตัดชัดเจน แต่ในปัจจุบันจะใช้ระดับทักษะการปรับตนในการพิจารณาควบคู่ไปด้วยและให้น้ำหนักมากขึ้นเพื่อให้ได้ผลการวินิจฉัยที่ครอบคลุม (American Psychiatric Association, 2013) ความรุนแรงของภาวะนั้นจะแบ่งเป็นระดับต่างๆ ตามความบกพร่องของระดับคะแนนเชาวน์ปัญญาและทักษะการปรับตน ดังที่ปรากฏใน DSM-IV (Diagnostic and statistical manual of mental disorders : DSM-IV (4th ed.) (Bell, 1994)และ ICD-10 (DSM-5 ไม่มีการระบุแบ่งความรุนแรงตามระดับเชาวน์ปัญญาแล้ว)

 

         



 

      ภาวะบกพร่องทางสติปัญญาไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้เนื่องจากวิทยาการแพทย์ในปัจจุบันไม่อาจรักษาภาวะบกพร่องของการทำงานของสมองส่วนที่เสียไปให้กลับคืนมาทำงานได้ตามปกติ  แต่เน้นที่การบำบัดรักษาเพื่อให้ดูแลช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่เป็นภาระแก่ครอบครัวและสังคมมากเกินไป มีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถอยู่ร่วมในสังคมอย่างมีความสุข โดยมีหลากหลายแนวทางการรักษาดังต่อไปนี้ (นพวรรณ ศรีวงค์พานิช และ พัฏ โรจน์มหามงคล, 2554)

          1. การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ (Medical Rehabilitation) ได้แก่ การส่งเสริมป้องกัน บำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพให้พัฒนาการในช่วงแรกเกิด - 6 ปีให้เป็นไปตามวัย เพื่อพัฒนาทักษะด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก สติปัญญา ภาษา สังคม และการช่วยเหลือตนเองเพื่อให้เด็กมีความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาการดูแลโดยทีมสหวิชาชีพ เช่น อรรถบำบัด กายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด เป็นต้น ทั้งนี้ผลสำเร็จของการส่งเสริมพัฒนาการจึงขึ้นอยู่กับความร่วมมือ และความตั้งใจจริงของบุคคลในครอบครัวของเด็กมากกว่าผู้ฝึกที่เป็นนักวิชาชีพ (Professional staff) 

          2. การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษา (Educational Rehabilitation) การจัดการการศึกษาโดยมีแผนการศึกษาสำหรับแต่ละบุคคล (Individualized Educational Program : IEP)  ในโรงเรียนซึ่งอาจเป็นการเรียนในชั้นเรียนปกติ เรียนร่วม หรือมีการจัดการศึกษาพิเศษ ในประเทศไทยโรงเรียนที่รับเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญามีอยู่ทั่วไปทั้งในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัด แต่ในทางปฏิบัติก็ยังไม่เพียงพอที่จะรับเด็กกลุ่มนี้  

          3. การฟื้นฟูสมรรถภาพทางอาชีพ (Vocational Rehabilitation) การฝึกลักษณะนิสัยที่ดีในการทำงาน เป็นสิ่งจำเป็นมากต่อการประกอบอาชีพในวัยผู้ใหญ่ ได้แก่ ฝึกการตรงต่อเวลา รู้จักรับคำสั่งและนำมาปฏิบัติเอง โดยไม่ต้องมีผู้เตือน การปฏิบัติตนต่อผู้ร่วมงานและมารยาทในสังคม เมื่อเข้าวัยผู้ใหญ่ควรช่วยเหลือฝึกวิชาชีพและให้ได้มีอาชีพที่เหมาะสม  ทั้งนี้เพื่อให้บุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา สามารถดำรงชีวิตอิสระ (independent living) ในสังคมได้อย่างคนปกติ (normalization)

          4. การรักษาทางจิตวิทยาและพฤติกรรมบำบัด (Psychopharmacologic interventions and Behavioral intervention) เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยในการจัดการกับพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของผู้บกพร่องทางสติปัญญาโดยการลดพฤติกรรมนั้นแล้วสนับสนุนให้เกิดพฤติกรรมทางบวกแทน รวมไปถึงจิตบำบัดอื่นๆ อย่างการจัดการอารมณ์  ในกรณีที่ผู้บกพร่องทางสติปัญญามีโรคร่วมทางจิตเวชด้วย (Lee et al., 2019)

          5. การให้ความรู้แก่ครอบครัวผู้ป่วย (Family education) นับว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดและจำเป็นต่อของการวางแผนการรักษาร่วมกัน เพราะจะเป็นการสร้างความเข้าใจ องค์ความรู้ และทักษะที่ครอบครัวควรมีเพื่อการดูแลและส่งเสริมผู้ป่วยต่อไป รวมถึงการสนับสนุนด้านสภาวะจิตใจของครอบครัวผู้ป่วยที่มีแนวโน้มของภาวะความเครียดความกังวลสูงด้วย (Lee et al., 2019)

 

     คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล (American Psychiatric Association, 2017; Center for Parent Information and Resources, 2017)

· ศึกษาและเรียนรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภาวะบกพร่องทางสติปัญญา เพื่อให้เกิดความเข้าใจและทักษะในการรับมือและสนับสนุนผู้ที่มีความบกพร่องนี้ได้ดียิ่งขึ้น

· มีความอดทน มองทางบวก ยอมรับและทำความเข้าใจธรรมชาติของภาวะโรคว่าเด็กจะเรียนรู้ได้ช้ากว่าทั่วไปแต่สามารถดีขึ้นได้ด้วยการฝึกฝน

· เห็นความสำคัญของบทบาทผู้ดูแลว่าสามารถส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีของเด็กได้

· ในการมอบหมายงานหรือการสื่อสารคำสั่งใด ให้ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายเป็นรูปธรรมมากที่สุด เข่นใช้ภาษากายหรือรูปภาพประกอบ อาจแบ่งงานออกเป็นขั้นตอนย่อยๆ หรือสาธิตให้ดูก่อน และให้ feed back เมื่อเขาทำสิ่งใดก็ตามสำเร็จหรือผิดไปอย่างเหมาะสม

· ส่งเสริมให้เด็กพึ่งพาตนเองโดยเฉพาะการทำกิจวัตรประจำวันเท่าที่จะเป็นไปได้ และมีงานที่รับผิดชอบ เช่น งานบ้านเล็กๆ น้อยๆ

· แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กับผู้ดูแลเด็กบกพร่องทางสติปัญญาคนอื่นๆ อยู่เสมอ ซึ่งเป็นแหล่งสนับสนุนทางความรู้ ทักษะและอารมณ์ที่ดี

ส่งเสริมให้เด็กเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมที่เหมาะสมกับเด็กโดยอาจเริ่มจากการค้นหาความชอบ ความสนใจ ความถนัดของเด็ก


Update : 24 มิ.ย. 2564

 วันนี้ 1,264
 เมื่อวาน 1,760
 สัปดาห์นี้ 14,605
 สัปดาห์ก่อน 16,110
 เดือนนี้ 55,518
 เดือนก่อน 77,941
 จำนวนผู้เข้าชม 2,318,190
  Your IP : 3.236.232.99