ประวัติ

ประวัติความเป็นมาสถาบันราชานุกูล
 
โครงการโรงพยาบาลปัญญาอ่อน ถือเป็นโครงการพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติโครงการหนึ่งของกองโรงพยาบาลโรคจิต กรมการแพทย์ กระทรวง สาธารณสุข ได้รับอนุมัติให้ดําเนินการได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 เป็นต้นมา โดยใช้เนื้อที่ของโรงพยาบาลโรคติดต่อของกรมอนามัย ที่ถนนดินแดง อําเภอ พญาไท ซึ่งเดิมมีเนื้อที่ประมาณ 26 ไร่เศษ ทางกรมการแพทย์ได้เจรจากับ เทศบาลนครกรุงเทพ ขอยืมที่บริเวณทิ้งขยะของเทศบาลฯ ที่อยู่ด้านหลังติด กับโรงพยาบาล ทําให้โรงพยาบาลมีเนื้อที่เพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 6 ไร่ รวมเป็น เนื้อที่ทั้งหมด 32 ไร่

 
เหตุผลในการเปิดบริการโรงพยาบาลปัญญาอ่อนขึ้นนี้ ก็โดยทางกอง โรงพยาบาลโรคจิต กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตระหนักดีว่า บุคคลปัญญาอ่อน โดยเฉพาะเด็กปัญญาอ่อนขณะนั้นมีจํานวนมากและจะยิ่งมี เพิ่มขึ้นทุกที ดังจะเห็นได้จากจํานวนสถิติของโรงพยาบาลต่าง ๆ ในเครือของ กรมการแพทย์ ทั้งโรงพยาบาลโรคจิต โรงพยาบาลฝ่ายกาย รวมทั้งโรงพยาบาล ของมหาวิทยาลัย ต่าง ๆ ก็ตามล้วนมีเด็กปัญญาอ่อนรวมอยู่ด้วยทั้งนั้น เช่น สถิติของกองโรงพยาบาลโรคจิต จากโรงพยาบาลโรคจิตที่อยู่ในภาคกลางและ ในภาคต่าง ๆ รายงานมาว่ามีเด็กปัญญาอ่อนมารับการตรวจแนะนําและเยียวยา ปีหนึ่ง ๆ ไม่ต่ำกว่าแห่งละ 100 ราย ตามโรงพยาบาลฝ่ายกายก็มักมีเด็กปัญญาอ่อน นอนค้างอยู่ในโรงพยาบาลประมาณ 5-6 เตียงเสมอ ยิ่งกว่านั้นยังมีปัญหาจาก หน่วยราชการอื่น ๆ ที่มีปัญหาในการบริการอีกมากมาย เช่น เด็กนักเรียนที่เข้า เรียนชั้นประถมศึกษาแล้วไม่สามารถเรียนได้ เพราะเป็นปัญญาอ่อน มีราว 1-2% ของเด็กชั้นประถมศึกษาทั้งหมด สถานพินิจและคุ้มครองเด็กก็แจ้งว่า มีเด็กปัญญาอ่อนในการปกครองถึง 33%
นอกจากนี้บางรายยังเป็นอันตรายต่อสังคมด้วย เช่น เมื่อราวปี 2500 มีเด็กปัญญาอ่อนคนหนึ่งอายุ 12 ปี จุดไม้ขีดไฟเล่นในขณะที่ผู้ปกครองไปทํางาน ปล่อยละทิ้งเด็กไว้กับคนใช้ซึ่งง่วนอยู่กับการรีดผ้า บังเอิญไม้ขีดที่จุดแล้วไปติดกองกระดาษเข้า ทําให้เกิดไฟไหม้ลามข้างฝาบ้าน กว่าคนใช้จะทราบเรื่องก็ต่อเมื่อชาวบ้านเอะอะโวยวายขึ้น  ซึ่งเป็นการเหลือวิสัยที่จะดับเสียแล้ว  ในครั้งนั้นประชาชนต้องเสียหายทรัพย์สินรวมทั้งสิ้นเป็นเงินกว่า 5 ล้านบาท
นอกจากนี้ตามรายงานยังแสดงว่า มีบุคคลปัญญาอ่อนพบได้โดยทั่ว ๆ ไปตามรถเมล์บ้างตามสถานเลี้ยงดูบุคคลไร้อาชีพบ้าง และเชื่อว่าตามครอบครัว และวัดวาอารามต่าง ๆ ก็คงมีไม่น้อย

 


 
  ท่านศาสตราจารย์นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว ผู้ซึ่งดํารงตําแหน่งครั้งสุดท้ายเป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในครั้งนั้น คือเมื่อขณะที่ท่านยังดํารงตําแหน่งหัวหน้ากองโรงพยาบาลโรคจิตอยู่นั้น ท่านได้ตระหนักถึงความจําเป็นที่จะต้องมีบริการทางด้านปัญญาอ่อนในกาลข้างหน้า ท่านจึงได้จัดส่งนายแพทย์รสชง ทัศนาญชลี ซึ่งเป็นแพทย์คนหนึ่งในกองโรงพยาบาลโรคจิต ให้ได้ไปศึกษาวิชาการทางด้านปัญญาอ่อน ณ ประเทศอังกฤษ เป็นการตระเตรียม ไว้ก่อนล่วงหน้า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 และเมื่อศาสตราจารย์ นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว มาดํารงตําแหน่งรองอธิบดี กรมการแพทย์ ก็ได้สนับสนุน ให้แพทย์หญิงวัณรุณี คมกฤส ผู้อํานวยการโรงพยาบาลราชานุกูล คนที่ 2 ซึ่งกําลังศึกษาฝึกอบรม อยู่ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกาได้เข้าศึกษาฝึกอบรมทางด้านปัญญาอ่อน อีกผู้หนึ่ง ในระหว่างปี พ.ศ.2501 - 2504 โดยความเห็นชอบของท่านอธิบดีกรมการแพทย์ในขณะนั้น คือ นายแพทย์สงัด เปล่งวานิช จึงนับว่าท่านทั้งสองนี้เป็นบุคคลสําคัญที่มีบทบาทมากในการจัดตั้งโรงพยาบาลสําหรับบุคคลปัญญาอ่อนขึ้น
 
 
เมื่อขณะนั้นยังไม่สบโอกาสในการเปิดโรงพยาบาลปัญญาอ่อน ทั้งนี้เพราะประเทศไทยยังมีปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจมาโดยตลอด การก่อสร้างงานแผนใหม่ต่าง ๆ จึงจําเป็นต้องงดไว้ก่อน ทั้ง ๆ ที่ทางกองโรงพยาบาลโรคจิตได้ตระเตรียมที่ดินจํานวนประมาณ 60 ไร่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลศรีธัญญา จังหวัดนนทบุรีไว้ก่อสร้างโรงพยาบาลปัญญาอ่อนอยู่เรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากในปี 2500 ได้เกิดอหิวาตก โรคระบาดขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดพระนคร และธนบุรี ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้พบว่าสถานที่ตั้งโรงพยาบาลโรคติดต่ออยู่ในที่ ๆ เป็นที่ตั้งของ โรงพยาบาลปัญญาอ่อนขณะนี้ไม่เหมาะเป็นที่ตั้งโรงพยาบาลโรคติดต่อจึงต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยด่วน โดยมีคําสั่งให้ ฯพณฯ รัฐมนตรีสาธารณสุขใน ขณะนั้น จัดหาที่โดยด่วนภายใน 15 วัน เป็นที่ตั้งโรงพยาบาลโรคติดต่อใหม่ การแลกเปลี่ยนที่ตั้งโรงพยาบาลโรคติดต่อกับโรงพยาบาลปัญญาอ่อนซึ่งดําริไว้เดิมจึงได้เกิดขึ้น และได้รับความเห็นชอบจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีในขณะ นั้น การก่อสร้างโรงพยาบาลปัญญาอ่อนได้เริ่มดําเนินการขึ้นในปี พ.ศ. 2502 ภายหลังจากวันพิธีประวัติศาสตร์ คือวันรับมอบเมื่อ วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2503

 
การเปิดตึกอำนวยการหรือการเปิดเป็นทางการกระทำการเปิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2505 โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ให้เกียรติมาทำพิธีเปิด แต่ก่อนหน้านั้นในระหว่าง พ.ศ. 2503-2505 เนื่องจากทางโรงพยาบาลมีอาคารบางอาคารที่พอใช้ได้บ้างอยู่แล้ว จึงได้รับคนไข้ รุ่นแรกจากโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยามาทําการรักษาและฝึกอบรม จํานวน 20 คน เพื่อฝึกหัดเจ้าหน้าที่ได้เข้าใจ และรอบรู้ถึงวิธีปฏิบัติในการดูแลคนไข้ปัญญาอ่อน โดยเปิดรับตั้งแต่ 14 กรกฎาคม 2503 ก่อนที่จะมีพิธีเปิดโรงพยาบาลเป็นทางการ คือวันที่ 21 มีนาคม 2505 ดังกล่าวแล้ว 
ในเรื่องการตั้งชื่อโรงพยาบาลนี้นั้น ท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์ ฝน แสงสิงแก้ว ซึ่งขณะนั้นดํารงตําแหน่งรองอธิบดีกรมการแพทย์ ได้เสนอแนะว่า ให้ใช้คํา ธรรมดาก็แล้วกัน คือคําว่า “ปัญญาอ่อน” โดยไม่ต้องใช้ศัพท์สันสกฤตหรือ บาลีให้ต้องมาแปลกันอีก ทุกคนต่างเห็นดีด้วย จึงได้มีการตั้งชื่อว่า โรงพยาบาลปัญญาอ่อน 
ในด้านการจัดบริการสําหรับเด็กปัญญาอ่อน ทางโรงพยาบาลได้จัดให้มีทั้งแผนกคนไข้นอกตรวจพิเคราะห์และแนะนํา รายใดเห็นสมควรรับเข้าฝึกอบรมก็รับเข้ามาฝึกรายใดสมควรรับเข้ามาเพื่อรักษาต่อหรือต้องการจะ ค้นหาสาเหตุก็รับเข้าไว้ในโรงพยาบาล 
  ในด้านการรักษาพยาบาลทางโรงพยาบาลก็ช่วยเหลือเพียงรักษา เรื่อง ปวดหัว ตัวร้อน ธรรมดาเท่านั้น เพราะแพทย์มีจํานวนน้อยเพียง 2-3 คน รวม ทั้งผู้อํานวยการก็ต้องอยู่เวรด้วย ถ้ามีรายใดต้องการจะค้นหาสาเหตุต่อทางโรงพยาบาลจัดส่ง Specimens หรือส่งคนไข้ไปรับการตรวจค้นที่โรงพยาบาลอื่น ๆ 

สําหรับด้านการฝึกอบรมทางโรงพยาบาลจัดให้มีห้องเรียนในปีแรก เพียงห้องเดียว โดยกั้นแบ่งออกจากตึกนอนของคนไข้ส่วนหนึ่งนํามาใช้บริการนี้ และใช้พยาบาลที่มีอยู่ช่วยกันสอน ทั้งนี้เพราะเมื่อแรกเปิดยังไม่มีตําแหน่งครู มีนักเรียนประมาณ 6-7 คน หลักการสอนในชั้นเรียนก็เพียงเพื่อตรึงนักเรียนให้ รู้จักสิ่งรอบ ๆ ตัวเองและให้มีกิจกรรมเมื่อจิตไม่ว่างเท่านั้น ทางกระทรวงศึกษาธิการเคยส่งนักศึกษานิเทศก์มาชมและวิจารณ์ว่าใช้ไม่ได้ ทางโรงพยาบาลก็ยินดีรับฟังและได้น้อมรับไว้เป็นข้อคิดในการปรับปรุงต่อไป
อีก 2 ปี ต่อมาโรงเรียนขยายเป็น 3 ห้องเรียน ซึ่งขณะนั้นเริ่มมีครู อาชีวะ และครู ป.กศ. เข้ามาร่วมสอนแต่บางห้องก็ยังใช้พยาบาลช่วยทําการสอนอยู่จนปี 2506 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณา พระราชทานเงินจากการฉายภาพยนตร์ส่วนพระองค์ ก่อสร้างโรงเรียนสอนเด็กปัญญาอ่อนขึ้น และพระราชทานนามว่า “โรงเรียนราชานุกูล” มีห้อง เรียน 10 ห้อง สร้างแบบทันสมัยแต่ไม่ทิ้งแบบไทย ๆ จนเป็นที่กล่าวขวัญ มี ทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาชมและนําแบบอย่างไปก่อสร้างตามอย่างบ้างก็มี พร้อมกันนั้นทางกระทรวงศึกษาธิการก็ได้ส่งครูมาให้ช่วยการสอนหมุนเวียนกัน 1 คนบ้าง 2 คนบ้างไม่ว่างเว้น
ต่อมา ทางโรงพยาบาลได้รับงบประมาณก่อสร้างโรงเรียนเพิ่ม ขึ้นอีก 1 หลัง ทําให้การสอนได้สะดวกสบายและสมบูรณ์ขึ้นอีกมาก
สําหรับหลักการสอนในปัจจุบันทางโรงพยาบาลก็ถือหลักการ 3 ประการ คือ สอนให้เด็กรู้จักช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจําวัน ให้รู้จักปรับตัวเอง ให้เข้ากับสังคมง่าย ๆ  และสอนวิชาชีพให้ เมื่อพบว่าเด็กคนหนึ่ง ๆ มีแววรักชอบหรือถนัดในทางหนึ่งทางใดอีกหนึ่ง
 
ในด้านโรงพยาบาลก็ได้มีการปรับปรุงจัดเป็นแผนกเด็กชายและแผนกเด็กหญิง ในเมื่อได้รับงบประมาณการก่อสร้างอาคารเพิ่มขึ้นและพร้อมกันนั้น ทางโรงพยาบาลก็พบว่ามีเด็กปัญญาอ่อนอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งนอกจากมีความเป็นปัญญาอ่อนแล้ว ยังมีร่างกายพิการอีกด้วย จึงจําต้องมีตึกแยกต่างหากไว้ จากเด็กปัญญาอ่อนธรรมดา เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายจากเด็กเล่นกันเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ นอกจากนี้ก็เพื่อให้ได้รับการรักษาทางกายภาพบําบัดไปในตัวด้วย การที่ทางโรงพยาบาลต้องจัดทําเองก็เพราะว่าการฝึกกายภาพบําบัดเด็กปัญญาอ่อน ต้องใช้ความอดทนและเทคนิคมากกว่าเด็กพิการโดยทั่วไป
อนึ่งสําหรับเด็กปัญญาอ่อนที่อยู่ในโรงพยาบาลถ้าเกิดการเจ็บป่วยขึ้น ทางโรงพยาบาลก็จัดตึกป่วยไว้ต่างหากอีกหนึ่งหลัง โดยจัดการรักษาพยาบาล แบบเดียวกับโรงพยาบาลฝ่ายกายทั่ว ๆ ไปเป็นการแยกคนป่วยออกมาจากเด็กปกติเสียแต่เนิ่น ๆ ไม่ให้เผยแพร่โรคติดต่อไปสู่เด็กอื่น และเมื่อหายแล้วก็ส่งกลับตึกเดิม
 
ในปี 2508 โรงพยาบาลปัญญาอ่อนได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิช่วยเด็กปัญญาอ่อนในพระบรมราชินูปถัมภ์ สร้างตึกดรุณพัฒนาขึ้น 1 หลัง จุ 25 เตียง สําหรับเปิดรับเด็กปัญญาอ่อนวัย 4-7 ปี มาฝึกอบรมแบบ Day Nursing ประเภทเช้าไปเย็นกลับ 
โรงพยาบาลมีเด็กปัญญาอ่อนเข้าอยู่ในโรงพยาบาล มีจํานวน 300 เตียงและตามโครงการพัฒนาเศรษฐกิจจะเพิ่มจนครบ 450 เตียง มีแพทย์ปฏิบัติงานขณะนี้ 8 นาย แบ่งสรรกันปฏิบัติหน้าที่ดูแลเด็กปัญญาอ่อน มีพยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยา ครูรวมเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิค 60 กว่าคน รวมคนงานด้วยเป็น 169 คน 
ในด้านการฝึกวิชาชีพ เดิมโรงพยาบาลมีโรงฝึกงานเล็ก ๆ อยู่โรงเดียว โดยใช้ปลูกเป็นศาลาหลังคาสังกะสีขึ้น (งานที่ให้ทําก็เป็นงานบ้านและงานซ่อมแซมเครื่องใช้ไม้สอยต่าง ๆ ของโรงพยาบาลและงานซักฟอกเสื้อผ้า งานครัวเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่าที่จะหาได้ นอกจากนี้ก็ให้เด็กหัดเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ จํานวนน้อย ๆ สองปีต่อมา เมื่อได้รับงบประมาณก็ได้สร้างเป็นโรงงานขึ้นหนึ่งหลัง ปัจจุบันมีโรงงาน 3 หลังและขยายงานเพิ่มขึ้นจากเดิม โดยมีโรงงานช่างไม้ งานช่างเหล็กฝึกสอนเด็กจนถึงขนาดสามารถเชื่อมเหล็กได้ งานจักสานต่าง ๆ เช่น สานพรมเช็ดเท้าลวด งานสานพรมหน้าเตียงโดยใช้ป่านกระสอบ ปอแก้ว ฯลฯ ซึ่งงานต่าง ๆ ได้ส่งขายตามงานออกร้านหรืองานการกุศลต่าง ๆ ทําให้ โรงพยาบาลมีรายได้จากผลิตผลของเด็กที่ทําขึ้น ที่กล่าวมาแล้วเป็นงานของเด็กชาย ส่วนงานของเด็กหญิงก็มีโรงงานอีกต่างหาก รวมทั้งงานครัวและงาน ซักรีดผ้าด้วย
ในปีนี้ทางโรงพยาบาลจะได้ขยายงานเพื่อให้เด็กได้มีอาชีพสามารถ เลี้ยงตัวเองได้โดยได้รับจัดสรรที่ตำบล บางพูน จังหวัดปทุมธานี จํานวนประมาณ 20 ไร่ สําหรับใช้ในการสอนเด็กปัญญาอ่อนชายให้รู้จักการทําไร่ ทําสวน และการเลี้ยงปลา เลี้ยงสัตว์ โดยขณะนั้นได้ดําเนินการก่อสร้างอย่างเร่งรีบ เพื่อส่งเด็กไปเริ่มทํางานได้ และที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพทางอาชีพหญิงที่ตําบล คลองกุ่ม อําเภอบางกะปิ ต่อไป
 
เมื่อพูดถึงความเจริญของโรงพยาบาล ถ้าจะไม่กล่าวถึงองค์การที่ให้การสนับสนุนที่สําคัญองค์การหนึ่งก็จะขาดความสมบูรณ์ไป คือมูลนิธิช่วยเด็กปัญญาอ่อนในพระบรมราชินูปถัมภ์เริ่มที่เดียวเมื่อเปิดโรงพยาบาลขึ้นแล้ว ทางโรงพยาบาลเห็นว่าบริการด้านปัญญาอ่อนนี้เป็นของใหม่ของประเทศเรา ยังไม่มีใครรู้จักดีและขาดการสนับสนุนทําท่าจะไปไม่รอดเพราะการอาศัยแต่งบประมาณแผ่นดินอย่างเดียวย่อมเจริญไม่ได้ดีเป็นแน่ ทางโรงพยาบาลจึงคิดติดต่อท่านผู้มีเกียรติจํานวนหนึ่งปรึกษาหารือ เพื่อสนับสนุนงานดังกล่าว และก็สําเร็จผล บุคคลที่นํามากล่าว ณ ที่นี้ประกอบด้วยหม่อมงามจิตร บุรฉัตร ชายาท่านเอกอัคราชทูตไทยประจําประเทศอินเดียปัจจุบัน นายบุญมา วงศ์สวรรค์ ปลัดกระทรวงการคลัง นายป๋วย อึ้งภากรณ์ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คุณหญิงโสภร วงศ์สวรรค์ นางสถาพร สุวัณณุสส์ ศึกษานิเทศก์กระทรวง ศึกษาธิการ นางผะลิต ทัศนาญชลี เลขานุการมูลนิธิช่วยเด็กปัญญาอ่อน และ นายแพทย์รสชง ทัศนาญชลี เสร็จแล้วจึงได้ก่อตั้งเป็นมูลนิธิขึ้น และหลังจากการประกอบเป็นองค์การขึ้นแล้วก็ได้เริ่มดําเนินการเป็นครั้งแรกโดยขอ พระราชทานภาพยนตร์ส่วนพระองค์ฉายเก็บเงินสร้างโรงเรียนราชานุกูลดังกล่าวแล้ว นอกจากนั้นอาคารอีกหลายหลังและเครื่องอุปกรณ์ภายในโรงพยาบาล อีกหลายชิ้นก็สําเร็จขึ้นจากมูลนิธิฯ เช่นช่วยสร้างตึกเรียนสําหรับเด็กปัญญาอ่อน วัยอนุบาล สร้างตึกร้านค้าเพื่อให้ผลิตผลของเด็กปัญญาอ่อนวางขายได้ สร้างสถานเด็กเล่นมีหลังคา เรียกว่า หอกิจจาธร เป็นต้น ส่วนอุปกรณ์ก็มีช่วยซื้อถังน้ำบ้าง ช่วยซื้อเครื่องเล่นในสนามบ้าง ในด้านสังคมสงเคราะห์ก็ช่วยเรี่ยไรจากโรงเรียนต่าง ๆ จัดซื้อเสื้อผ้าให้เด็กปัญญาอ่อนที่ยากจน ช่วยซื้อพัดลม 25 เครื่อง ให้ห้องนอนเด็กให้ได้นอนหลับสบายนอกจากนี้ยังช่วยออกเยี่ยมตามบ้าน ครอบครัวเด็กปัญญาอ่อน ช่วยแก้ไขและบรรเทาความแร้นแค้นและความกังวลห่วงใยของญาติอีกด้วย ความดีต่าง ๆ ของมูลนิธิฯ ที่ได้ปวารณาตัวมา โดยมิได้ต้องการผลตอบแทน ทรงทราบถึงเบื้องยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯรัชกาลที่ 9  ยังได้ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ให้เป็นทุนสวัสดิการ เด็กปัญญาอ่อนอีก 3 หมื่นบาทและสมเด็จพระบรมราชินีนาถฯในรัชกาลที่ 9 ได้ทรงรับเข้าไว้ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ต่อมาจนบัดนี้
ท่านศาสตราจารย์ฝน แสงสิงแก้ว ผู้ริเริ่มความคิดในการก่อตั้งโรงพยาบาลปัญญาอ่อนในประเทศไทย อันทําให้เป็นที่รู้จักไปในเอเชียอาคเนย์ว่าประเทศเราเป็นผู้ริเริ่มขึ้นก่อนเป็นประเทศแรกถัดจากญี่ปุ่นและเป็นที่สนใจแก่ประเทศใกล้เคียงในขณะนั้น อีกทั้งได้ส่งเด็กมาฝึกอบรมและได้ส่งเจ้าหน้าที่มาฝึกหัดต่อมา
 
  ต่อมาในปี พ.ศ.2522 นายแพทย์ยงยุทธ สัจจวานิช ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเห็นว่า โรงพยาบาลปัญญาอ่อน ได้พัฒนามาจนเป็นที่ รู้จักการแพร่หลายแล้ว สมควรที่จะได้เปลี่ยนชื่อ จึงได้ขอพระราชทานนามใหม่ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นศิริมงคลสืบไป และได้รับพระ มหากรุณาธิคุณพระราชทานนามว่า โรงพยาบาลราชานุกูล เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2522

 
  โรงพยาบาลราชานุกูล ได้เจริญขึ้นและขยายงานออกเป็นฝ่ายต่าง ๆ ถึง 17 ฝ่ายด้วยกัน มีจํานวนคนไข้ในรับไว้ถึง 494 คน แต่ให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพ แก่ผู้ป่วยปัญญาอ่อนอยู่ในวงจํากัดไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง ปัจจุบันนี้มีผู้มาขอรับบริการรออยู่ในบัญชีรอคอยของโรงพยาบาล ไม่น้อยกว่า 300 คน และมีผู้ที่เป็นปัญญาอ่อนขนาดหนักไม่น้อยกว่า 100 คน ทั้งนี้ยังมิได้นับรวมถึงผู้ที่มีปัญญาอ่อนที่กระจายอยู่ในชุมชน และยังไม่มีโอกาสได้มาติดต่อขอรับบริการจากโรงพยาบาล ซึ่งมีอยู่อีกเป็นจํานวนมาก โรงพยาบาลราชานุกูล ได้ตระหนักและพิจารณาเห็นความต้องการของประชาชนในปัญหาดังกล่าว จึงมีนโยบายเพื่อปรับปรุงและขยายบริการให้กว้างขวางขึ้น ด้วยการขยายบริการให้เข้าถึงประชาชนในชุมชน เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาการสาธารณสุข ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525 - 2529) จึงได้เปิดโครงการปัญญาอ่อนชุมชนขึ้น เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2527 เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้มีปัญหาด้านปัญญาอ่อนที่บ้าน ด้วยการส่งทีมงาน ปัญญาอ่อนชุมชน ประกอบด้วยแพทย์ พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ และบุคลากร ทางการแพทย์อื่น ๆ ออกไปให้คําแนะนําและส่งเสริมให้ผู้ปกครองเลี้ยงดูและฝึก เด็กปัญญาอ่อนด้วยวิธีการที่ถูกต้องและเหมาะสมกับพัฒนาการด้านต่าง ๆ นอกจากนั้นยังมุ่งออกสู่ชุมชนในลักษณะของการป้องกัน และเผยแพร่ความรู้แก่สังคมให้เข้าใจในเรื่องปัญญาอ่อน และสามารถช่วยเหลือตนเองได้ ตลอดจนช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในชุมชน โดยไม่ต้องรอรับบริการจากโรงพยาบาลแต่แห่งเดียว และได้ใช้กลวิธีของการสาธารณสุขมูลฐานของกระทรวงสาธารณสุขเป็นหลัก โรงพยาบาลจึงได้เปิดศูนย์พัฒนาเด็กราชานุกูลออกไปในชุมชน ย่านถนนเจริญกรุง เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2527 และเปิดโครงการปัญญาอ่อนชุมชนศูนย์เยาวชนดินแดง ขึ้นอีกแห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2528 ด้วยความร่วมมือของกองบริการชุมชน กรมประชาสงเคราะห์และองค์การกองทุนช่วยเหลือเด็ก เพื่อให้การกระตุ้นพัฒนาการแก่เด็กปัญญาอ่อนตั้งแต่วัยแรกเกิด และเตรียมความพร้อมให้แก่เด็กปัญญาอ่อนวัยก่อนเรียน ที่อยู่ในชุมชนทั้งสองแห่งนี้ 
 นอกจากนี้งานปัญญาอ่อนชุมชน ยังมุ่งให้ความช่วยเหลือโดยการส่งเสริม และประสานงานกับหน่วยงานอื่นของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องทางด้านปัญญาอ่อนด้วย โดยทางโรงพยาบาลได้จัดอบรมบุคลากรและส่งทีมงานปัญญาอ่อนชุมชนออกไปช่วยเหลือให้คําแนะนําตามศูนย์ฟื้นฟูผู้พิการ และศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพบุคคลปัญญาอ่อน ขององค์การเอกชนในส่วนภูมิภาค
ในแผนพัฒนาสาธารณสุข ฉบับที่ 6 โรงพยาบาลราชานุกูล มีแผนงานที่จะให้การส่งเสริมสนับสนุนและร่วมมือประสานงานกับโรงพยาบาลศูนย์ของสํานักปลัดกระทรวงสาธารณสุข ศูนย์บริการสาธารณสุข ของกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานต่าง ๆ ขององค์การเอกชน ในการขยายงานบริการด้านการกระตุ้นพัฒนาการเด็กปัญญาอ่อนวัยแรกเกิดและวัยก่อนวัยเรียน ออกไปทั้งในส่วนกลาง และในส่วนภูมิภาค เพื่อขยายบริการให้ครอบคลุมประชากรทั่วถึงทั้งประเทศ
ในด้านการส่งเสริม ป้องกัน นอกจากจะได้ทําการค้นคว้าวิจัยสาเหตุต่าง ๆ ของความบกพร่องทางสติปัญญาแล้ว ยังได้พยายามให้บริการด้านสุขศึกษาแก่ประชาชน ให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสาเหตุและการป้องกันการเกิดความบกพร่องทางพัฒนาการและสติปัญญา นอกจากนี้ ได้ร่วมประสานงานกับกองสุขภาพจิต กรมการแพทย์ ในการผสมผสานงานบริการสุขภาพจิตและด้านภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเข้ากับงานสาธารณสุขมูลฐานและร่วมทีมงานสุขภาพจิตชุมชนเพื่อส่งเสริมการป้องกันออกไปให้ถึงประชาชนที่อยู่ในชนบทที่ห่างไกล นับว่าต้องใช้เวลานานถึง 25 ปีกว่าที่งานบริการผู้บกพร่องทางพัฒนาการและสติปัญญาจะก้าวออกสู่ชุมชนได้
 
*** หมายเหตุ : วงการแพทย์และสาธารณสุขไทยได้เลิกใช้คำว่า "ปัญญาอ่อน" หรือ MR (Mental Retardation) มาเป็นเวลากว่า 12 ปี  เพียงแต่องค์การอนามัยโลก ยังใช้รหัสโรค MR อยู่ แต่เชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงตามสากล เนื่องจากสหรัฐอเมริกาก็ไม่ใช้คำดังกล่าว โดยทั้งหมดหันมาใช้คำว่า "ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา" หรือ ID (Intellectual Disabilities) แทน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแพทย์ผู้รักษาก็จะไม่ใช้คำว่าปัญญาอ่อนในการสื่อสารกับครอบครัวของเด็ก เนื่องจากเป็นคำที่ออกไปในทางลบ และดูกระทบกระเทือนจิตใจมากกว่า 
 
 

 

 

 

 

         

 

 
 

 

 


 
 

 วันนี้ 1,307
 เมื่อวาน 1,386
 สัปดาห์นี้ 9,986
 สัปดาห์ก่อน 12,480
 เดือนนี้ 53,765
 เดือนก่อน 76,752
 จำนวนผู้เข้าชม 1,441,914
  Your IP : 57.141.14.89